วิธีการสังเกตอาการตัวเองจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ

มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปี มะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และมะเร็งยังเป็นภัยร้ายที่น่ากลัว เพราะมาแบบเงียบๆ ก่อตัวในร่างกายอย่างช้าๆ กว่าที่ผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็เป็นเกือบระยะสุดท้ายแล้ว แต่เราสามารถรู้ทันมะเร็งและป้องกันการลุกลามก่อนได้ โดยการสังเกตอาการตัวเองจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ดังนี้

1. มะเร็งปากมดลูก


มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆที่ไม่ใช่รอบเดือน และมีอาการปวดหรือเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์

2. มะเร็งในมดลูก


มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และมีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่


ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีอาการปวดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย น้ำหนักลด และปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด


เหนื่อยง่าย มีเลือดออกทางผิวหนังง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีดเซียวกว่าปกติ ปวดตามข้อ บางครั้งก็มีอาการท้องอืด เมื่อคลำดูจะพบมีก้อนบวมที่ด้านล่างของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด


ไอบ่อย มีเลือดออกและมีเสมหะปน น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว และหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบด้วยทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ


มีอาการปวดในช่องท้อง ตาและผิวหนังเป็นสีเหลืองจนเห็นได้ชัด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ


มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง


ปวดศีรษะเป็นเวลานาน ร่วมกับอาเจียน และมองเห็นผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นแสงเขียวๆแดงๆลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือเป็นลมกะทันหัน

9. มะเร็งในช่องปาก


มีก้อนบวมอยู่ในปาก เป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ


เสียงแหบ มีก้อนบวมจนกลืนอาหารลำบาก มีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร


น้ำหนักลดลงอย่างเร็ว อาเจียนเป็นเลือด ท้องอืดบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในท้อง และรู้สึกตื้อ ทั้งที่เพิ่งกินอาหารไปไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก


มีเลือดหรือของเหลวไหลมาจากหัวนม มีก้อนบวมบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน

13. มะเร็งลำไส้ใหญ่


น้ำหนักลดอย่างเร็ง ปวดท้องมาก ระบบการย่อยผิดปกติ และมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง


มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้ หรือใต้ขาหนีบ มีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้น และสี รูปร่าง หรือขนาดมีการเปลี่ยนไป


ให้สังเกตตัวเองเบื้องต้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้หาทางรักษาทัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *